แนวทางการปฏิบัติ
 

 

...เพ่งพระอาทิตย์

........จากการที่พ่อได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ต่างๆ ให้จนหมด อาตมาก็สามารถทำหน้าที่ แทนท่านได้หลายอย่าง
และเกิดผลจนเป็นที่เลื่องลือไปไกลตอนแรกที่เริ่มเรียนวิชากับพ่อได้ระยะหนึ่ง ท่านก็คอยทดสอบตอกย้ำ จนอาตมาจดจำได้แม่นยำ

เรียนตำรายาแผนโบราณ รักษาคนไข้ จนพอจะรู้หลักเกณฑ์บ้างแล้ว พ่อก็ให้ทำการรักษาชาวบ้านให้ทำนายทายทักเป็นการทดสอบวิชา

บางคนถูกผีเข้า อาตมาไล่ไม่ออกเพราะผีมันกล้าแข็ง พ่อก็ให้เรียนวิชาเพิ่มเติม ให้วิชากล้าแข็งยิ่งกว่า โดยฝึกจิตเพื่อให้เอาชนะผีให้ได้

พ่อบอกว่า “ ถ้าเราเพ่งพระอาทิตย์ได้เป็นวัน ตั้งแต่เช้าจนพระอาทิตย์ตก ตาของเราจะมีแสงไฟเหนือกว่าแสงไฟธรรมดา”

ทีแรกอาตมากลัวตาบอด กลัวตายเสีย ที่ไหนได้ ตากลับไม่เป็นอะไร แต่หน้านั้นพองหมด ดำไหม้แล้วก็ลอก ดวงอาทิตย์นั้นพอมองเข้าๆ
จากดวงไฟสีแดงกลับกลายเป็นสีขาวไปเลยแว๊บๆๆ

อาตมาเริ่มฝึกวันละชั่วโมงทุกวัน แล้วเพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถเพ่งได้ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตกจึงเลิก

อาตมาแล่นเรือออกไปกลางทะเลแล้วนอนดูเรือ เพราะว่าถ้าไม่อยู่ในทะเล ต้นไม้บังหมด ไปทะเล ไม่เห็นฝั่งกินข้าวมื้อเช้าทีเดียว
แล้วกับมากินมื้อเย็นอีกที นอนหงายดูพระอาทิตย์ในเรืออย่างเดียว น้ำตาเต็มหน้า มองจนน้ำตาแห้งไปเองอยู่อย่างนั้น

จนพระอาทิตย์คล้อยต่ำลงไป แล้ววันนั้นทั้งวันทั้งคืนจะเห็นแต่พระอาทิตย์เป็นดวงมองหน้าคน แต่กลับเห็นเป็นดวงไปบังหน้าอยู่ตลอดเวลา
จนรุ่งเช้าแล้วก็ยังเป็นดวงพระอาทิตย์ติดอยู่อย่างนั้นบางครั้งก็ทำไม่ได้ทั้งวัน เนื่องจากมีเมฆหมอกมาบัง ต้องหาเวลาที่ท้องฟ้าสว่างจริงๆ
แต่ถ้ามีเมฆหมอกมาบดบังก็จะใช้เพ่งไม่ได้เลยทีหลังคนถูกผีเข้า พอเห็นอาตมาจ้องก็ถอยหลังเลย พออาตมามองด้วยตา ก็กลัวร้องลั่นหมด

บางครั้งถ้าจะทำน้ำมนต์ก็เพ่งมองลงไปในน้ำ นึกว่าในใจว่า

“ ถ้ามีผีสิงอยู่ก็ให้แสดงออกมา เพราะทนความทนร้อนไม่ไหว”

แล้วเอาน้ำมนต์ไปรด ไปกิน ผีก็ร้อนไปหมดทั้งตัวเลยทีเดียว เป็นอำนาจหนึ่งของกสิณ