แนวทางการปฏิบัติ
 

 

... วิธีไม่ตกต่ำ

ตอนอายุได้ 8 ขวบ อาตมาได้คติธรรมจากพระธุดงค์ “ ธรรมที่ทำให้สูง แล้วไม่ตกต่ำ” ขึ้นแล้วไม่ต้องตกทำให้จิตใจสูงขึ้นตามลำดับ มีอยู่ 5 ข้อ

ข้อที่ 1 ไม่รับของเสียชั่วร้ายของผู้อื่น มานึกคิดเป็นอารมณ์ เจอความชั่วความเลวที่ไหน ไม่นำมาปล่อยให้ผ่านไป

ข้อที่ 2 ไม่ให้ของเสียชั่วร้ายแกผู้อื่น ด้วยการแสดงออกหรือพูดคำหยาบ ซึ่งเป็นผลสะท้อนกลับมาหาตัวเองอีก ด้วยความแค้นของผู้อื่น

ข้อที่ 3 รับแต่ของดีๆ ไม่เลือกชั้นวรรณะ ศาสนาและภาษา จะเป็นชาติไหน ภาษไหนก็ต้องไว้หมดถ้าเป็นของดี

ข้อที่ 4 ให้แต่ของดีๆ ให้การต้อนรับ ให้คำพูด ให้วัตถุ ให้ธรรมะอะไรที่เห็นว่าเป็นของดีก็ให้เขาแล้วผลดีจะสะท้อนย้อนกลับมาอีกทีหนึ่ง

ข้อที่ 5 ทำจิตใจให้สะอาดเหมือนผ้าขาว ธรรมดาผ้าขาว ถ้าสกปรกขอองทุกชนิดที่ไปเปื้อนอยู่ แต้เอไปซักฟอกให้สะอาด จิตใจของเรายิ่งกว่าผ้าขาวอีก มันย่อมเปื้อนไปด้วยมลทินต่างๆ ทั้งภายนอกและภายใน ทั้งอดีตและปัจจุบัน

เมื่อเราถือได้ว่า ไม่รับของเสียไม่ให้ของเสีย รับของดี ให้ของดีทำจิตใจสะอาดเหมือนผ้าขาวแล้ว จิตจะไม่ตกต่ำลง มีแต่สูงขึ้น ถ้าเราประกอบกิจการอันใดก็มีแต่เจริญขึ้น ไม่ถอยหลัง เพราะไม้มีอุปสรรค์มาขัดขวางในด้านจิตใจ นี่ก็ถือมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบมาตลอด ต่อมาได้ธรรมะจากบัณฑิตชื่อว่า “ ทิดชู” ทำจิตใจให้สงบ 4 ข้อ

ข้อที่ 1 ไม่น้อยใจตัวเองและผู้อื่น เมื่อน้อยใจก็เสียพลังจิต กระทำสิ่งใดก็ถอยหลัง

ข้อที่ 2 ไม่เสียใจตัวเองและผู้อื่น ถ้าน้อยใจเสียใจไปบวกกันแล้ว จะคิดฆ่าตัวตายก็ได้ ทำลายทุกอย่างได้

ข้อที่ 3 ไม่โกรธตัวเองและผู้อื่น ถ้าโกรธแล้วมีแต่ทำลายอย่างเดียว

ข้อที่ 4 ไม่ประชดตัวเองและผู้อื่น การประชดทำให้เกิดถอยหลังไปด้วยการกระทำที่ทำลาย

ทั้ง 4 ข้อนี้ถือมาตั้งแต่ 8ขวบกว่าตลอดมาจนปัจจุบัน คอยระวังอารมณ์ทุกขณะ ไม่ให้เสียใจ ไม่โกรธ ไม่ให้ประชด ยกเว้นเผอเพราะสติตามไม่ทัน

ธรรมะชุดแรกทำให้ดีสูงขึ้นเป็น 5 ข้อ ชุดที่ 2 นี้ 4 ข้อ ทำให้มีความสงบ ความสุขเกิดขึ้น หลังจากที่ได้น้อมนำข้อธรรมะทั้งหมดมาปฏิบัติต่อเนื่องกันมา ทำให้จิตใจของเราดีขึ้นสนใจในการปฏิบัติพิจารณาธรรมมากขึ้น

ในปีนั้นได้พิจารณาขันธ์ 5 การพิจารณาขันธ์ 5 นี้ ได้พิจารณา มหาภูตรูป ก่อน มหาภูตรูป ภายนอก ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่เห็นได้ด้วยตาเนื้อ

วิธีถอดก็ถอด ผม มาวางไว้ให้นึกว่าตัวเราไม่ได้อยู่ที่ผมอันนั้น ก็ขาดจากตัวลงไปเลย จนไม่มีอะไร อันนี้ให้กำหนดว่า เมื่อเราทำลายในจิตแล้ว เป็นอนัตตาเพื่อให้บรรลุมรรคผล อีกอย่างหนึ่งคือ การไม่ยึดถือตัวตน เข้าถึง อนัตตา เรียกว่า ปรมัตถ์ หรือ โลกุตตระ

เมื่อถอดผมหมดแล้ว ถอด ขน ทั้งหมดทั้งตัวมารวมกัน พิจารณาเสร็จเรียบร้อย ก็เผาไฟไหม้หมด ไม่มีอะไร เพื่อให้ถึงความว่างที่สุดเป็น อนัตตา

เล็บ เราถอดออกมาแล้ว หลุดมาแล้วจากปากเรา ไม่ใช่ตัวเรา เมื่อมาเผาหรือทำลายให้ละเอียด ก็ไม่มีอะไร นึกถึงอนัตตา ให้ถึงอนัตตา

ฟัน นึกว่าเราถอดมาแล้วหลุดมาแล้วจากปากเรา ไม่ใช่ตัวเรา เมื่อมาเผาหรือทำลายให้ละเอียด ก็ไม่มีอะไร นึกถึงอนัตตาให้นึกถึงอนัตตา

หนัง เราลอกออกหมดแล้ว รวมแล้วก็ไม่มาก พิจารณาของปฏิกูลเน่าเปื่อย ไม่ใช่ตัวเราของเรา ให้เป็นอนัตตาจนญาณเกิดว่าไม่ยึดถืออะไรทั้งหมด

พอพิจารณาส่วนภายนอกของมหาภูตรูปคือธาตุดินแล้ว ก็พิจารณาส่วนภายในของ เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม พังผืด ตับ หัวใจ ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า

ธาตุดินทั้งหมดนี้มาพิจารณาแยกอีกทีหนึ่งว่า เป็นเพียงประกอบเข้าเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ใช่ตัวของเราอีก เพื่อให้เห็นแต่ละส่วนมาแยก ถ้าหัวใจนึกว่ามีเลือด เป็นก้อนเนื้อที่มีเลือด ไม่ใช่ตัวเรา ตับก็เป็นน้ำมัน ปอดก็หายใจเข้าหายใจออก ลมเข้าลมออกเป็นหน้าที่ของการฟอกอากาศ หน้าที่ของปอดไม่ใช่ตัวเรา

แล้วพิจารณา ธาตุน้ำ ตั้งแต่ น้ำดี น้ำเลือด น้ำเหลือง เปลวมัน น้ำมันไขข้อ น้ำมูตร น้ำมันสมอง น้ำตา น้ำลาย ทั้งหมดที่เป็นธาตุน้ำ ยกมาพิจารณาให้ละเอียดว่าไม่ใช่ตัวเราของเรา หรือไม่มีอะไรทั้งหมด เมื่อมันหายไปหมด ไม่เหลือเพื่อเป็นอนัตตา

พอแยกมหาภูตรูปเสร็จแล้ว มาพิจารณา เวทนาขันธ์ ซึ่งส่วนภายนอกก็มี เย็น ร้อน อบอุ่น นิ่มนวล ภายในมีความสุข ความทุกข์ โสมนัส โทมนัส อุเบกขา

มาแยกอีก แยกว่า เวทนาทั้งหมดนี้ไม่ใช่ตัวเราของเรา เป็นเรื่องของอารมณ์ทั้งหมด

แล้วแยก สัญญา ว่ามีหน้าที่จำไม่มีอะไรแล้ว มีแต่จำอย่างเดียว

แยก สังขาร ที่ปรุงเป็นบุญเป็นบาป เป็นอนัตตาทั้งหมด ให้เห็นว่าปรุงขึ้นชั่วคราว ไม่มีอะไรพิจารณาสังขารว่าเป็นบุญบ้าง เป็นบาปบ้าง ดีบ้าง ชั่วบ้าง พิจารณาการปรุงแต่งของอารมณ์

พิจารณา วิญญาณ ว่าทั้งหมดเป็นธาตุรู้ อยู่ในอำนาจของอวิชชา ตัณหา อุปาทานและวิบากกรรม

ญาณที่แท้จริง ก็คือ โลกุตตรญาณ หรือ อาสวักขยญาณ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า เมื่อพระพุทธองค์ยังไม่ทรงพบญาณ ยังต้องท่องเที่ยวในวัฏสงสารเป็นอเนกชาติ

เราแยกขันธ์ 5 ถึงวิญญาณแล้วก็จบ ได้ยึดเป็นแนวทางพิจารณาต่อเรื่อยมาทุกๆ ปี ได้พระธุดงค์เป็นผู้ฝึกให้ ทั้งอาการ 32 และขันธ์ 5

ในช่วงนั้นได้พบพระธุดงค์หลายองค์ด้วยกัน พอรู้ว่ามีพระเดินธุดงค์มาก็เข้าไปหาทันที ถามเรื่องการเดินธุดงค์และวิธีปฏิบัติ ถามเรื่องของขลังถามเรื่องเวลาปักกลดทำอย่างไร เวลาเดินธุดงค์ทำอย่างไร ก็ได้ธรรมะและแนววิธีการต่างๆ จากท่านมา จำมาปฏิบัติในภายหลังเมื่อมีโอกาส

ดอกบัว เกิดและเจริญงอกงามในน้ำ

แต่ไม่ติดน้ำ ทั้งส่งกลิ่นหอม ชื่นชูใจให้รื่นรมย์ฉันใด

พระพุทธเจ้า ทรงเกิดในโลกและอยู่ในโลก

แต่ไม่ติดโลก เหมือนบัวไม่ติดน้ำฉันนั้น